ต่อตอน 2 นะครับ (ตอนแรกคลิกที่นี่ครับ)
 
สรุปแล้วผมก็ได้งานทำครับ จากที่คิดว่าผมจะมีอะไรโดดเด่นให้เขารับเด็กใหม่เข้าทำงาน ไปๆมาๆผมกลับไปคิดแบบช่วงม.ปลายอีกแล้วครับ คือ เราต้องได้สิ่งที่ดีที่สุดครับ ตอนนั้นผมคิดว่าผมควรจะได้งานที่ดี เงินดี บ.ดัง ถ้าเป็นสาย it ก็ต้อง บ.ดังๆ top5 ประมาณนั้นครับ ถ้าไม่ใช่ it ก็ต้องเป็นพวกปูน พวกบริษัทน้ำมัน อะไรประมาณนั้นเลยครับ สุดท้ายไปๆมาๆผมได้เข้าไปทำงาน บ.ดังจริงๆเป็นของต่างชาติด้วยสิครับ ใช้ภาษาอังกฤษเยอะมาก ผมบอกตรงๆว่าผมก็พอถูพอไถไป ไม่ได้เก่งอะไร ทั้งด้านการทำงานโดยตรงและด้านภาษา สรุปแล้ว ความคิดผมเปลี่ยนอีกแล้วครับ ผมคิดว่าตัวผมเองเนี่ยไม่ได้เก่งมากอะไรเลย และยิ่งเฉพาะงาน it ถ้าคุณไม่เก่งพอคุณอายุใกล้30 คุณก็โดนเด็กใหม่แซงแล้วครับ มันไม่เหมือนสมัยก่อนแล้วด้วยที่ผู้ใหญ่สอนมาเพราะสมัยก่อนคนจบตรีก็น้อยกว่าตอนนี้ การที่จบมาทำงานเดิมๆ แล้วจะโตไปเรื่อยๆเหมือนราชการชิวๆ ผมคิดว่ามันน่าจะยากแล้วครับถ้าคุณไม่ได้เก่งและไม่ได้พัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอ และถ้าตกงานตอนอายุ 30-40 ผมว่าไม่สนุกเลย สรุปผมควรจะไปอยู่ที่ๆไม่กดดันมากเท่านี้ แต่รายได้พอไหว ไม่ต้องสูงมาก และพ่อแม่สามารถใช้สวัสดิการได้ ผมนึกถึงรัฐวิสาหกิจเลยครับ!!! มีหลายที่มาก ไฟฟ้า ประปา ทางด่วน CAT TOT และอืนๆ คุณคิดดูครับว่าความรคิดผมเปลี่ยนไปเรื่อย ขณะที่เพื่อนผมบางคนก็มีนะครับที่เปลี่ยนแนวไปเหมือนกันบางคนไปทำงานที่ไม่เกี่ยวกับที่จบมาก็มี ทำบริษัทของครอบครัวก็มี เรียนโทก็มี แต่ส่วนมากนะครับก็จะทำตามสายงานหนะแหละครับ ไปๆมาๆผมดวงดีอีกแล้วสอบติดรัฐวิสาหกิจชั้นนำแห่งหนึ่ง ตอนนั้นผมดีใจมากๆครับ คิดว่านี่คือฝันรึเปล่า เพราะ การทำงานโอเค เพื่อนร่วมงาน หัวหน้าพี่ๆน้องๆโอเค สวัสดิการโอเค แต่รายได้ค่อนข้างไปอย่างช้าๆ ขณะที่เพื่อนๆบางคนทำเอกชน ได้รายได้มากกว่าค่อนข้างระดับ1 ผมก็มองว่าเฉยๆ เพราะ ระยะยาวผมก็ยังเชื่อว่าของผมน่าจะโอเคอยู่
 
แต่แล้วผมก็เห็นใครๆก็ไปสอบนักบินกัน ผมก็งงว่าทำไมนะ พอเซิซรายละเอียดดู โอ้โหรายได้มันมากมายจริงๆนะครับ ผมจึงเกิดความโลภขึ้นมาเลย ทั้งๆที่ตัวเองก็ยังไม่ทราบเลยว่าจะชอบหรือเปล่าหากได้เป็น จะรับไหวหรือไม่หากต้องทำงานหนัก สุขภาพของตนเองก็ไม่ได้แข็งแรงเหมือนคนปกติทั่วไป แล้วปัจจัยอื่นๆอีกละ จริงๆแล้วจากบทเรียนหลายๆครั้งทำให้ผมรู้ว่าผมเป็นคนที่ชอบวางแผนสำหรับการทำแต่ละอย่าง เช่น วัยมัธยมผมวางแผนว่าถ้าผมพอจะเข้ามหาลัยได้ผมก็จะสบายฉะนั้นผมจึงชิว ไม่ค่อยสนอะไรกับเขา ต่อมาตอนทำงานผมก็วางแผนอีกว่าถ้าผมทำงานเอกชนดังๆต่อไปแล้วไม่ไหวผมก็จะโดนปลด ผมจึงต้องหาหน่วยงานที่มั่นคงทำแล้วผมก็จะสบายใจขึ้่น ฉะนั้นจริงๆแล้วผมค่อนข้างเป็นคนคิดมากและรับความเสี่ยงได้น้อย!!! เพราะผมไม่เหมือนคนอื่นๆเช่นเพื่อนผมที่เขาทำเอกชนและทำมันอย่างอดทนทรหด ผมไม่ใช่แบบนั้นแน่นอนครับ
 
และนักบินผมก็ยิ่งช่างใจนักถึงแม้ถ้าผมฟลุ้คนะ! เกิดได้ขึ้นมาผมจะสามารถเรียนผ่าน? สอบภาษาอังกฤษผ่าน? สื่อสารภาษาอังกฤษได้? ขับเครื่องได้ดี? ปรับชีวิตการกินนอนได้? ไปนอนโรงแรมคนเดียวได้? กลับมาทวนวิชา และสอบทุกๆ6เดือนได้? และไม่ปวดหูเวลาขับเครืื่อง? (ผมเคยขึ้นเครื่องและปวดหูมากๆ) 
คือถ้าผมไม่ผ่านจุดใดจุดหนึ่งนะครับ ผมนึกในใจแล้วใจแป้วมากครับ ผมจะหลุดจากงานที่มั่นคงมากๆ แล้วผมจะทำอะไร
มันช่าง High risk High return จริงๆ ผมก็พึ่งรู้ว่าผมรับความเสี่ยงไม่ค่อยได้ แต่บางทีผมก็คิดอีกอย่างว่าถ้าเราไม่ออกจาก safe zone แล้วเราจะเกิดไหม เกิดในที่นี้ก็คือ มีความเป็นอยู่ที่ดีจากหน้ามือเป็นหลังมือ
 
แต่บางทีผมก็เบื่อเหมือนกันนะ การทำอะไรที่ไม่มีเป้าหมายไม่มีการอมรมอย่างเป็นระบบและเป็นไกด์ไลน์ว่าเราต้องทำอะไรยังไงบางทีผมก็เบื่อ หรือถ้าว่างก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรเริ่มตรงไหน มันไม่มีเหมือนตอนเรียนก็เหมือนโดนบังคับเพราะมีเป้า บางทีอยากทำธุรกิจหรืออะไรก็ไม่มีเป้าไม่มีแผน บางทีนั่งว่างๆก็เบื่อเวลาก็ผ่านไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา ไอนักบินเลยเป็นเป้าแวบขึ้นมาว่าถ้าเราได้เป็นมันจะมีเป้ามีแบบแผนมีกำหนดการณ์ให้เราได้ทำตลอดๆ บางทีมันก็แว้บขึ้นมาจริงๆ
 
แต่แล้ววันหนึ่งผมได้สอบนักบินครับ บังเอิญผมสอบติดซะงั้น เขาก็ให้ไปตรวจร่างกายและเวชศาสตร์จิตวิทยาการบินอะไรประมาณนั้น (ค่าใช้จ่ายเป็นหมื่น+++นะครับ ออกเอง) อ่อ ผมจะเล่าให้ฟังว่าเวลาผมจะสอบหรือจะลุ้นอะไรผมจะตั้งใจในการกระทำนั้นๆรวมถึงอาจมีการบนบานศาลกล่าวต่อวิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่ครั้งนี้ผมระลึกไปต่างจากเดิม ผมระลึกในใจต่อท่านว่า ผมไม่แน่ใจในการสมัครเพื่อเป็นนักบินหรืออาชีพในแนวทางนี้ ผมไม่แน่ใจว่ามันเหมาะกับผมจริงๆหรือไม่ ถ้าหากผมได้หรือไม่ได้อย่างไร ขอให้ท่านได้โปรดชี้แนะนำทางในสิ่งที่เหมาะสมกับผมด้วยเถิด ซึ่งปกติผมจะระลึกประมาณว่าให้ช่วยลูกให้ได้ด้วยเถิดอะไรประมาณนั้นครับ สรุปแล้วผลเป็นเช่นไรหนะหรอครับ (ตอนนั้นที่ผมระลึกถึงท่านคือช่วงก่อนสอบมั้งครับถ้าผมจำไม่ผิด) ผลก็คือทางสายการบินให้ผมไปตรวจร่างกายในวันที่ผมต้องไปทำภารกิจต่างประเทศของบริษัทปัจจุบัน ซึ่งผมโทรไปแจ้งขอเลื่อนแต่สายการบินยืนยันว่าต้องตรวจร่างกายตามกำหนดการมิเช่นนั้นก็ถือว่าคุณสละสิทธิ์!!! ตอนนั้นผมก็เซงมากเหมือนกันครับ เพราะหากตรวจร่างกายและไปยังขั้นตอนต่อๆไปได้สำเร็จก็อาจจะมีสิทธิ์ลุ้นอยู่นะครับ แต่นี่คือผมสอบผ่านแต่อดไปต่อแบบงงๆซะงั้น แต่ด้วยความที่ผมกกลับมาคิดทบทวน บางทีอาจเป็นเพราะว่า ผมอาจไม่เหมาะกับสิ่งๆนั้นก็เป็นได้ เพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์อาจช่วยตัดสินใจให้ผมก็เป็นได้ครับ อีกอย่างตอนแรกภารกิจที่ผมต้องไปต่างประเทศมันไม่ใช่วันที่ตรงกับการตรวจร่างกายด้วยนะครับ เขาพึ่งมาเลื่อนเมือไม่นานก่อนที่ผลนักบินจะประกาศนี่เอง ชีวิตมันก็อย่างนี้แหละครับ ตอนนี้ผมยังงงๆอยู่เลยว่าจะยังไงดี ถ้ามีของสายการบินอื่นเปิด ผมจะสมัครอีกดีไหม อย่างไร
บางทีผมก็สับสนในชีวิตเหมือนกัน
 
จริงๆแล้วผมก็แค่อยากมีรายได้สูงๆกับเขาบ้างหนะแหละครับ ความคิดผมก็กลับไปกลับมาเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเลยจริงๆ และนี่แหละครับ เป็นสิ่งที่ผมอาจต้องแก้ คือ ย้ำคิดย้ำทำ และ ชอบวิตกจริต
 
ผมขอแถมท้ายข้อคิดสำหรับชีวิตการทำงานนะครับ
คนเรายังไงก็จะยึดติดกับภาพลักณ์ภายนอกและรายได้เป็นสำคัญ แต่เนื้องานและความยากและความเก่งของบคุคลมันไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป
 
บางคนอยู่ที่ทำงานชิวงานไม่ได้โหดไรมาก แต่รายได้ดีก็ดูดี มองว่าเก่ง
บางคนทำงานที่บ้านเป็นเจ้าของกิจการ ก็ดูดีดูเก่งมากๆ
บางคนทำงานเก่งแต่อุตสาหกรรมที่ทำมันรายได้ไม่ได้ดีถึงจะทำงานเก่งทำงานหนักก็รายได้ไม่เยอะคนทั่วไปก็มองว่าไม่เติบโตเสียที ทำงานงั้นๆแหละ
บางคนทำงานเก่งด้วยอยู่องคก์กรดีด้วยก็ยิ่งรุ่ง
บางคนแค่ขายของข้างทางก็รายได้ดีได้มีเงินฝากแบงค์วันละหลายๆพัน แต่คนไม่รู้มองว่าเป็นแค่พ่อค้าแม่ค้า
บางคนเปิดร้านขายข้าวมันไก่ดูแล้วทำไมธรรมดาจัง แต่รู้มั้ยรายได้อาจเยอะกว่าคุณหลายเท่านัก (แถมไม่เสียภาษีซะด้วย)
 
อย่างไรก็ดีผมได้เรียนวิธีคิดที่ดีหลายๆอย่างมา
 
ถ้าคุณคิดว่าสิ่งที่คุณทำอยู่มันถูกมันดี แต่ทำไมมันไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
 
ผมว่าคุณต้องเปลี่ยน input หรือ process ดูบ้าง output จะได้เปลี่ยน ไม่ใช่คิดว่าแบบเดิมมันโอเคอยู่แล้ว
ไม่งั้นมัน output มันจะเปลีั่ยนหรอ (เช่น วิธีคิด เป็นต้น)
 
อีกอย่างบางสิ่งที่คุณทำมันเหมือนยากแต่ถ้าคุณไม่ฝืนบ้าง แล้วคุณจะผ่านมันจะชนะมันได้หรอ (เช่น การฝึกภาษาอังกฤษ การฝึก present เป็นต้น)
 
ปล. อ่อ อยากจะฝากไปบอกสายการบินจริงๆ ที่ตัวเธอเลื่อนสอบเค้ายังไม่ว่าเลย แถมประกาศสอบแบบฉุกละหุก ส่วนไอเราแจ้งขอเลื่อนก่อนวันตรวจต้อง2-3อาทิตย์กลับไม่ให้ บางทีคุณน่าจะ flexible ให้มากกว่านี้หน่อยก็ดีนะครับ ก็แค่อยากฝากไว้

edit @ 16 Feb 2015 16:07:37 by Nresnas

Comment

Comment:

Tweet